ด้วยความที่เมืองอุบลฯ นั้นอยู่ในพื้นที่ที่เป็นป่า มีผึ้งอาศัยทำรวงรังอยู่มากมายจนได้ชื่อว่า “ดงอู่ผึ้ง” ชาวบ้านจึงนำขี้ผึ้งที่มีอยู่มากมายมาประดิดประดอยเป็นลวดลายต่างๆ ประดับลงบนต้นเทียนเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในวันเข้าพรรษา โดยในสมัยก่อนนั้นประเพณีแห่เทียนพรรษาที่อุบลฯ เป็นเพียงงานบุญที่จัดขึ้นตามหมู่บ้านเท่านั้น จนมาในสมัยที่กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการที่จังหวัดอุบลฯ จึงได้เริ่มให้มีการจัดงานแห่เทียนพรรษาขึ้นมาแทนงานบุญบั้งไฟที่มีเรื่อง ต่อยตีกันอยู่เป็นประจำ และยังให้มีการประกวดต้นเทียนเพื่อสนับสนุนให้ช่างทำเทียนที่มีฝีมือมีกำลัง ใจสืบทอดทำเทียนต่อไป ซึ่งในความวิจิตรของเทียนแต่ละต้นนั้น ก็แฝงไปด้วยความยากลำบากของช่างทำเทียนที่แกะประติมากรรมเทียนด้วยความ ศรัทธา | |||||
“สำหรับการแกะเทียนของชุมชนวัดหนองบัวในปีนี้ ได้แกะสลักเทียนเป็นเรือสุพรรณหงส์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในปีที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งรายละเอียดต่างๆ ในลำเรือนั้นก็จะมีเรื่องของพุทธประวัติบางส่วน โดยได้คัดเลือกทศชาติเรื่องพระมหาชนกตอนที่นางมณีเมขลามาอุ้มพระมหาชนกขึ้น จากน้ำมาแกะสลักบนต้นเทียน ซึ่งต้องใช้เวลาในการแกะนานกว่า 40 วันเลยทีเดียว” วิชัย เล่า | |||||
ด้าน แก้ว อาจหาญ ช่างติดพิมพ์มือฉกาจ จากวัดบูรพาราม จ.อุบลราชธานี อธิบายถึงการทำต้นเทียนแบบติดพิมพ์ที่แตกต่างกับการแกะสลักต้นเทียนให้ฟัง ว่า การติดพิมพ์นั้นจะเป็นการนำขี้ผึ้งเหลวมาเทใส่พิมพ์ซึ่งมีลวดลายต่างๆ จากนั้นนำมาแกะตามลวดลายนั้นๆ แล้วจึงนำไปติดบนโครงที่ทำเป็นรูปต่างๆ เช่น ตัวละครในชาดก เพื่อให้เกิดเป็นลวดลายที่อ่อนช้อยงดงาม สำหรับตนเองนั้น ได้เริ่มแกะเทียนตั้งแต่ตอนอายุ 13 ปี โดยได้ไปช่วยพระทำที่วัด ในการติดพิมพ์นั้นจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก และจะต้องใช้แรงงานจำนวนมาก จึงเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีภายในชุมชนได้ด้วย เพราะการติดพิมพ์ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถมาช่วยกันได้ แต่ความยากที่สุดของการติดพิมพ์ก็คือเรื่องของอากาศ เพราะถ้าอากาศร้อนมากเทียนก็จะละลาย หากอากาศเย็นเกินไปเทียนก็จะไม่ติด และในการทำเทียนประเภทติดพิมพ์นี้จะมีความซับซ้อนขึ้นทุกปี ใช้ต้นเดียวลายเดียวแต่ต้องติดถึง 3 ชั้นเพื่อให้ลายนูนออกมาทำให้เห็นได้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น แก้ว กล่าวต่อว่า สำหรับปีนี้ทางชุมชนวัดบูรพาได้ส่งเทียนเข้าร่วมประกวดในประเภทเทียนติด พิมพ์ โดยจะทำเป็นเรื่องพุทธประวัติตอนที่พระนางสิริมหามายาทรงประสูติเจ้าชายสิ ทธัตถะ และจะมีเรื่องของซุ้มเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปีด้วย | |||||
| |||||
ศราวุฒิ ดวงจำปา ตัวแทนประติมากรจากประเทศไทย กล่าวถึงผลงานของตนเองเองว่า งานชิ้นนี้มีชื่อว่า “รู้รักสามัคคี” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครบ 60 ปี โดยทำเป็นรูปแบบร่วมสมัย ซึ่งได้แนวความคิดมาจากงานการประชุมเทียน 9 ชาติ ผลงานนี้จะมีลักษณะเป็นโครงเหล็กรูปเก้าอี้ ที่นำมาชุบขี้ผึ้ง และมีผ้าคลุมเก้าอี้ซึ่งนำมาชุบขี้ผึ้งเช่นกัน ประดับด้วยธงชาติของทั้ง 9 ชาติที่มาเข้าร่วมแกะประติมากรรมเทียน พร้อมด้วยธงฉลองสิริราชสมบัติของในหลวง โดยธงแต่ละผืนจะมีความยาว 3-4 นิ้ว นอกจากนี้ก็จะมีดอกบัวตูม 9 ดอก ที่แสดงถึงความสามัคคีในแต่ละชาติและแฝงมุมมองทางศาสนาไว้ด้วย เนื่องจากการแห่เทียนคืองานบุญ เมื่อรวมกันถึง 9 ชาติก็ถือเป็นความสามัคคีของโลก ที่นำเก้าอี้มาใช้ในงานครั้งนี้ เพราะเกิดความคิดที่ว่าเก้าอี้ก็คือสัญลักษณ์ของคน ซึ่งถือว่าคนที่มานั่งเก้าอี้ในงานครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อเข้าร่วมประกวด แต่เรามาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทั่วโลกได้ ประจักษ์ เรียกว่าประติมากรรมเทียนแต่ละแบบที่ดูวิจิตรงดงามอ่อนช้อยด้วยลาย ละเอียดทุกขั้นทุกตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย กว่าจะได้มา เพราะเทียนแต่ละต้นต่างก็แฝงไปด้วยชีวิต ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของช่าง และความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทำให้ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาสืบทอดมาจนทุกวันนี้ แต่นับวัน ช่างที่มีฝีมือก็มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มั่นใจนักว่าจะมีผู้สืบทอดหรือไม่ |
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

0 Response to "“ประติมากรรมเทียน” ฝีมือช่างคู่เมืองอุบล"
Post a Comment