สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง
เนื่องในปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และปีเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ที่จะมาถึงในปีหน้า หลายฝ่ายหลายหน่วยงานก็ได้จัดโครงการและกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติมากมาย โดยหนึ่งในนั้นก็คือโครงการ "เปิดทองหลังพระ – ท่องเที่ยวสืบสานโครงการพระราชดำริ" ที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)จับมือกับหลายหน่วยงานร่วมกันจัดโครงการนี้ขึ้น

โครงการหลวงอินทนนท์
หลังจากที่นานาประเทศทั่วโลกได้ตระหนักถึงศักยภาพของประเทศไทยในการ ต้อนรับพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ที่เสด็จมาร่วมพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ครอบ 60 ปี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในปีมหามงคล

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุลประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “เปิดทองหลังพระ–ท่องเที่ยวสืบสานโครงการพระราชดำริ” ว่า โครงการนี้จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้มีโอกาสสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้แนวทางพระราชดำริของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ผ่านโครงการพระราชดำริ ซึ่งทุกโครงการล้วนมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและเป็น ทางออกของประเทศไทยได้ในอนาคต ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องใน วโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาในปีพ.ศ. 2550

ทั้งนี้คณะทำงานได้คัดเลือกโครงการพระราชดำริ 19 โครงการ นำเสนอเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวและธุรกิจทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย 4 ภูมิภาคทั่วประเทศไทยได้แก่ ภาคเหนือ 5 โครงการ, ภาคกลาง 8 โครงการ, ภาคใต้ 3 โครงการ และภาคอีสาน 4 โครงการ

ซึ่งโครงการเปิดทองหลังพระ ที่นำแหล่งท่องเที่ยวภายในโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และพระราชวงศ์มาจัดเป็นโครงการท่องเที่ยวสืบสานตามแนวพระราชดำรินั้น เพื่อให้เกิดแนวคิดที่ว่า การท่องเที่ยวเป็นวิธีการหนึ่งในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีค่าแก่การพัฒนาตนเองและสังคม และยังต้องการให้ชาวไทยตระหนักว่าควรปรับเปลี่ยนแนวคิดโดยการศึกษาและนำแนว ทางพระราชดำริมาปรับใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

และโครงการนี้ยังทำให้ชาวต่างชาติได้เกิดความเข้าใจว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของชาติ อันเนื่องมาจากความเสียสละของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ ที่พระราชทานแก่ประชาชนตลอดมา จนทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมศรัทธาอันมั่นคงของประชาชนเสมอมา

อีกทั้งยังทำให้ชาวต่างชาติเห็นว่า ประเทศไทยต้องการพัฒนาไปในแนวทางที่สมดุล เพียงพอ คือการพัฒนาบนพื้นฐานที่เป็นจุดแข็งของตนเอง มีพัฒนาการและมีภูมิป้องกันตนเอง อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของคนในชาติอย่างแท้จริง