...จากเศษไม้ที่ไร้ค่าทุกหนแห่ง
นำมาแต่งมาสร้างเป็นงานศิลป์
บ้างก็เก่า บ้างก็เว้า จนเป็นดิน
บางคนนำมาเผาผิงเป็นฟืนไฟ...


บทกลอนสั้นๆนี้แต่งขึ้นจากใจชายผู้รักในงานศิลปะอย่าง "ชรวย ณ สุนทร" เจ้าของบ้าน 100 อัน 1,000 อย่าง ชายผู้ถอดใจฝากไว้ในงานแกะสลักไม้อันประณีตวิจิตร จากฝีมือศิลปินชั้นครู ซึ่งหวังใจว่าผลงานอันทรงคุณค่าเหล่านั้นจะเป็นมรดกล้ำค่าให้ลูกหลานช่วยกัน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมล้านนาให้ดำรงสืบต่อไป

กำเนิดครูผีบ้า ผู้รังสรรค์งานศิลปะ

เส้นทางชีวิตของคนเรามักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สำหรับเส้นทางชีวิตของ ชรวย ณ สุนทร ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน จากเด็กนักเรียนแห่ง อ.พาน จ.เชียงราย ที่หลายๆคนเรียกขานกันว่า"เด็กบ้านนอก" หลังเรียนจบ ม.ศ. 3 ก็ได้ไปสอบเป็นครูเพื่อหวังจะกลับมาพัฒนาการศึกษาที่บ้าน แต่ก็ต้องเฝ้าเพียรสอบอยู่ถึง 3 ครั้งถึงจะได้เป็นครูสมใจ

หลังจากนั้นครูชรวยได้นำความรู้ที่ได้ เลือกไปเป็นครูที่โรงเรียนป่าซางงาม อ.แม่จัน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ทุนกันดารต้องเดินเท้าเข้าไปถึง 20 กิโลเมตร ทั้งโรงเรียนมีครูอยู่เพียง 2 คน

งานแกะสลักการทำยุทธหัตถี
แม้จะลำบากครูชรวยก็ไม่ได้ย่อท่อ พร่ำบ่น เพราะตั้งใจที่จะให้เด็กที่อยู่ห่างไกลได้รับการศึกษา ซึ่งครูชรวยได้เล่าว่าสมัยเป็นครูนั่นลำบากมาก ไม่มีอะไรจะกินถึงขนาดต้องกินข้าวเหนียวกับนมข้น จนกระทั่ง 4 ปีผ่านไปร่างกายรับไม่ไหว ครูชรวยเป็นโรคกระเพาะกำเริบอย่างรุนแรง จนต้องเลิกจากการเป็นครูชนบท แล้วเบนเข็มชีวิตมาสอบบรรจุเป็นครูในเมือง ที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเวลาต่อมา

ชรวย ณ สุนทร
ถึงจะย้ายมาอยู่กินที่เชียงใหม่แต่ชรวยก็ยังคงยึดอาชีพครูเป็นหลัก แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งภรรยาก็กำลังจะมีบุตร ครูชรวยจึงคิดหารายได้เสริมโดยการนำกาบมะพร้าวที่ลอยน้ำมาทำงานหัตถกรรมขาย และสิ่งนั้นก็ทำให้ชีวิตของเขาต้องพลิกผันกลายเป็นชรวย เจ้าของบ้านมหัศจรรย์ บ้าน 100 อัน 1,000 อย่างในทุกวันนี้

เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ด้านงานส่งเสริมหัตกรรมมาเห็นผลงาน และได้ขอยืมผลงานไปส่งประกวด โดยที่ชรวยเองก็ไม่รู้มาก่อน จนกระทั่ง 3 วันต่อมาเจ้าหน้าที่ผู้นั้นกลับมา ผลงานของครูชรวยได้รับรางวัลที่ 1 ในงานประกวดหัตถกรรมด้วยวัสดุเหลือใช้

ความปลื้มปิติดีใจได้กลายเป็นแรงบันดาลใจ ให้ครูชรวยได้คิดสร้างสรรค์ผลงานออกมาขายอีกมากมาย ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานครูชรวยก็ลาออกจากการเป็นครู เพราะด้วยความเป็นคนตรงไปตรงมา พูดจาโผงผางขวานผ่าซาก ทำให้เขาไม่สามารถทนอยู่ในระบบราชการได้อีกต่อไป

ในปี พ.ศ. 2521 ด้วยใจหัวใจที่รักในงานศิลปะชรวยได้ไปกู้เงินก้อนหนึ่งมาลงทุนซื้อบ้านเพื่อ มาทำเป็นสถานที่สะสมงานแกะสลักโดยเฉพาะ ซึ่งช่วงที่รวบรวมสะสมงานแกะสลักไม้ ชรวยถูกชาวบ้านบางคนเรียกขานเป็น"ครูผีบ้า"เพราะ เขาได้ไปซื้อยุ้งข้าว ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นยุ้งของผีปอบ ผีกะ มาจำนวน 3 หลัง เพื่อใช้เป็นที่สะสมงานศิลปะ ซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อว่ามันคือสิ่งอัปมงคลที่จะทำให้ผู้อยู่อาศัยพินาศ วิบัติ

สวนแห่งสัจธรรม
แต่สำหรับชรวยแล้วกับแตกต่างออกไป เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่ทำนั้นทำโดยบริสุทธิ์ใจเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ลูกหลาน ซึ่งก็ทำให้เขาอยู่อย่างสบายมาจนทุกวันนี้โดยไม่ได้ประสบกับภัยพิบัติใดๆ ตามคำร่ำลือ แถมยังถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จนมีเงินทุนมาสร้างสิ่งที่เขารักต่อ

งานแกะสลักส่วนใหญ่หาดูไม่ได้จากที่ใดในโลก
สร้างสรรค์หัตถกรรม บ้าน 100 อัน 1,000 อย่าง

หลังการสะสมงานไม้แกะสลักที่วิจิตรงดงามมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักชรวยมากขึ้น ซึ่งในยุคนั้นเขายังไม่ได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้คนเที่ยวชมอย่างจริง จังแต่อย่างใด กระทั่งในปี พ.ศ. 2540 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาเยี่ยมชมผลงานการแกะสลักที่บ้านของเขา ซึ่งยังความปลื้มปิติให้กับชรวยเป็นอย่างมาก ทำให้ชรวยได้เปิดบ้านของเขาที่ได้เก็บสะสมงานศิลปะมาร่วม 30 ปี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในชื่อ"บ้าน 100 อัน 1,000 อย่าง"ในปีเดียวกันนั้น

ช่วงแรกๆของการเปิดบ้านนั้น เป็นการเปิดให้ชมฟรี แต่ว่าก็ทำให้ชรวยต้องประสบกับการถูกคนแอบเข้ามาขโมยของเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีทัวร์มาลงเพื่อขอใช้ห้องน้ำ ทำให้งานบางส่วนถูกขโมย บางส่วนเสียหาย จนท้ายที่สุดชรวยต้องใช้วิธีเก็บค่าเข้าชมเพื่อเป็นการคัดผู้เข้าชมไปในตัว แต่หากใครที่เบี้ยน้อยหอยน้อยหรือพาหมู่คณะมาเพื่อศึกษาหาความรู้ก็สามารถ ติดต่อล่วงหน้าเป็นพิเศษกับชรวยได้

สำหรับงานไม้แกะสลักและงานศิลปะในบ้าน 100 อัน 1,000 อย่างนั้น จัดแสดงในลักษณะแกลลอรี่กึ่งพิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดงงานไม้แกะสลักและงานศิลปะอันวิจิตรสวยงามที่หาชมได้ยากยิ่ง ซึ่งช่างแกะสลักทั้งหลายได้ทุ่มเทจิตวิญญาณในการสร้างสรรค์งานแกะสลักออกมา อย่างละเอียดอ่อน โครงไม้ต่างๆได้ถูกช่างฝีมือแกะสลักออกมาอย่างวิจิตร ตั้งแต่กระทุ้งด้วยสิ่วที่มีความใหญ่จนกระทั่งเล็กจนเหลือปลายนิ้วและค่อยๆ แกะค่อยๆสลักจนเกิดเป็นผลงานที่ล้ำค่า งานบางชิ้นใช้เวลาในการทำยาวนานหลายปีก็มี


นอกจากนี้งานศิลปะหลายๆชิ้นยังมีหลักธรรมและปรัชญาแห่งงานศิลป์แอบ แฝงอยู่ ซึ่งในบ้าน 100 อัน 1,000 อย่างมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน

ส่วนแรกคือ บริเวณชั้นล่าง เป็นส่วนจัดแสดงและจัดจำหน่ายที่มากไปด้วยงานไม้แกะสลักอันวิจิตรบรรจงเป็นจำนวนมาก

ส่วนที่ 2 ตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไปถึงชั้น 4 เป็นส่วนงานอนุรักษ์ที่หากมีการติดต่อล่วงหน้า ชรวย ก็จะมาทำหน้าที่วิทยากรบรรยายถึงที่มาที่ไปรวมถึงหลักธรรมและปรัชญาที่แฝง เร้นอยู่ในงานไม้แกะสลักและงานศิลปะอย่างสนุกสนานออกรสออกชาติ ที่นอกจากจะได้ความรู้แล้วยังได้แนวคิดในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

สำหรับงานศิลปะอันโดดเด่นในบ้าน 100 อัน 1,000 อย่างก็มี เช่น ห้องพระ(ชั้น 2)ที่โดดเด่นไปด้วย พระพุทธรูปแกะสลักไม้สมเด็จพุฒาจารย์โต หลวงปู่แหวน ครูบาศรีวิชัย ขันโตกเก่า กลองโบราณ ฯลฯ ห้องราคะศิลป์(ชั้น 2) ที่โดดเด่นไปด้วยรูปแกะสลักและงานศิลป์เชิงสังวาสที่หากดูผ่านๆหลายๆคนอาจจะ เห็นเป็นงานลามกอนาจาร แต่หากฟังจากคำอธิบายของชรวยแล้วก็จะรู้ว่านี่คืองานศิลปะที่แฝงไว้ด้วย ปรัชญาและหลักธรรมที่ช่วยให้มนุษย์ลด ละ เลิก กิเลส ตัณหาได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ก็ยังมีห้องสัจธรรม(ชั้น3)ที่มีการจัดแสดงงานศิลปะสื่อถึงการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์ และห้องรวมรูปเคารพของพระมหากษัตริย์ไทย(ชั้น 3)ที่แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่ทำให้มีชาติไทยในวันนี้

ในขณะที่ดาดฟ้าก็มีศาลาอโศกไว้ให้คนนั่งพักจิบชา กาแฟ ชมงานศิลปะ ท่ามกลางต้นไม้ที่ร่มรื่น ส่วนบริเวณที่โล่งข้างบ้านก็เป็นสวนแห่งสัจธรรมที่จัดไว้ให้คนมาพักผ่อน นั่งทำสมาธิ ท่ามกลางแมกไม้และงานศิลปะที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาเป็นจำนวนมาก

และนี่เป็นบางส่วนของงานไม้แกะสลักและงานศิลปะอันทรงคุณค่าในบ้าน 100 อัน 1,000 อย่างเท่านั้น ซึ่งงานหลายๆชิ้นหาดูไม่ได้จากที่ใดในโลก แม้จะมีคนมาขอซื้อด้วยจำนวนเงินถึงหลักสิบล้าน แต่ชรวยก็ไม่ยอมขาย เพราะเขาบอกว่า ขอเก็บไว้เป็นมรดกแก่ชนรุ่นหลังเพื่อเป็นสถานที่เรียนรู้และสัมผัสศิลป วัฒนธรรมล้านนาแท้ๆ ดังนั้นการขายไม่ใช่เรื่องยากแต่เพียงอยากให้ผลงานทุกชิ้นที่นี่อยู่คู่กับ เมืองไทยต่อไปตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน

...ในบางครั้งแสนเหนื่อยและเมื่อยล้า
ทั้งเงินตราก็ขัดสนจะหาไหน
ต้องจับจ่ายให้ช่างศิลป์ลานนาไทย
เพื่อรังสรรค์งานนี้ไว้ให้มวลชน...


ชรวย ณ สุนทร